รู้จัก Web 3.0 ทำไมถึงได้ชื่อว่าเป็น Cutting-Edge Technology สำหรับโลกอนาคต?

Web 3.0 เริ่มได้รับการพูดถึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีนีนี้เป็นการผสมผสานแนวคิด Blockchain เข้ากับ World Wide Web เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของ Web 1.0 และ Web 2.0 รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างความเป็นส่วนตัว และความสามารถเข้าถึงการกระจายอำนาจที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในยุคถัดไป

ในการทำความเข้าใจ Web 3.0 เรามาทำความเข้าใจรากฐานความเป็นมาของ อินเตอร์เน็ตรุ่นแรก หรือ Web 1.0 กันก่อนดีกว่า

Web 1.0 (ปี 1989-2005) เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมในช่วงยุค 90 โดยอินเทอร์เน็ตในยุคนี้สามารถสื่อสารได้แค่ทางเดียว เปรียบเสมือนห้องสมุดที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไป “อ่าน” ข้อมูลได้เพียงเท่านั้น ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือเพิ่มเติบเนื้อหาใหม่ๆได้ สิทธิ์ในการแก้ไขหน้าตาหรือข้อมูลจะอยู่ที่เจ้าของเว็บไซต์ เท่านั้น อย่างเช่น เว็บไซต์ประกาศข่าว เว็บไซต์รับสมัครงาน เป็นต้น


ต่อมาจึงมีการพัฒนา Web 2.0 ขึ้น (ปี 2005-ปัจจุบัน) เพื่อให้สามารถสื่อสาร 2 ฝ่ายได้ระหว่างเจ้าของเว็บไซต์และผู้ใช้งาน  อินเทอร์เน็ตเวอร์ชันนี้อนุญาตให้คุณทั้ง “อ่านและเขียน” ได้ จึงเป็นการมาถึงของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter และ Instagram ที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารไหลไปมาได้อย่างรวดเร็ว 

อย่างไรก็ดี Web 2.0 ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการรวบรวมหรือกระจายข้อมูลนี้ มีอำนาจในการรระงับหรือเซนเซอร์เนื้อหาแต่เพียงผู้เดียว รวมไปถึงประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ผู้ให้บริการสามารถดักจับข้อมูล ที่เราสื่อสารกันและพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อนำไปวิเคราะห์ทำโฆษณาที่ตรงใจเรามากขึ้น 


จึงเป็นที่มาของการพัฒนา Web 3.0 เพื่อลดการสื่อสารที่ต้องผ่านตัวกลาง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง Machine Learning (ML), Big Data, Artificial Inteligence (AI), Blockchain ในการสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้ศูนย์กลาง คือไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ของแพลตฟอร์มใดเลย และสร้างการมีส่วนร่วมที่ผู้ใช้งานเป็นผู้กำหนดหรือตัดสินใจได้มากขึ้น ผ่านโทเค็นหรือสกุลเงินที่จะทำงานอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชนของ Web 3.0 แพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ

สรุปได้ว่า Web 3.0 เป็นอินเทอร์เน็ตเวอร์ชัน “อ่าน, เขียน และเป็นเจ้าของ” ที่มีความสามารถในการอยู่ทุก ๆ ที ทุก ๆ แห่ง ในเวลาเดียวกัน (Ubiquity หรือ Omnipresent) ทำให้การเชื่อมต่อสิ่งต่างๆเป็นไปได้เร็วขึ้น และต่อไปการเชื่อมต่ออุปกรณ์อย่าง IoT ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อมผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเหมือนกับ Web 2.0 อีกต่อไป และมีการทำงานได้อย่างอัตโนมัติ คล้ายมนุษย์ ฉลาดมากช่วยให้ผู้ใช้งานได้พบกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าในการท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างในปัจจุบัน 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรหรือ developer มากมายเริ่มตื่นตัวและให้ความสนใจกับวิวัฒนาการนี้เป็นพิเศษ ทัั้งยังเร่งพัฒนา Web 3.0 ขึ้น ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะยังเป็นเรื่องที่ใหม่อยู่มากๆ และยังไม่มีใครรู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าต่อไปเทคโนโลยีนี้จะมาพลิกโฉมโลกดิจิทัลของผู้คนในอนาคตอย่างแน่นอน 

 

Related   Idea

สรุปให้ ChatGPT ทำอะไรได้บ้าง พร้อมตัวอย่างคำสั่งที่ใช้บ่อย

ChatGPT เป็นแชทบอตจาก OpenAI ที่มีจุดเด่นคือ สามารถต่อบทสนทนาในรูปประโยคที่เป็นธรรมชาติได้เหมือนคุยกับมนุษย์ด้วยกัน และสามารถตอบคำถามที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดได้ด้วย

TIME MANAGEMENT ช่วยเพิ่มโฟกัสการทำงาน

หากเมื่อปีที่ผ่านมา คุณพบว่างานยุ่งมากแต่ “ไม่มีเวลาโฟกัสกับงานของตัวเอง” บทความนี้จะมาแบ่งปัน 4 เทคนิคง่ายๆที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการบริหารเวลา (Time management) ได้ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มเวลาทำงานของตัวเอง ตลอดจนป้องกันอาการ Burnout ที่อาจจะเกิดขึ้นหากไม่สามารถบริหารเวลากับปริมาณงานได้อย่างเหมาะสม

10 เครื่องมือสำคัญในการจัดการข้อมูล (Data Analytics Tools) อย่างมีประสิทธิภาพ!

Big Data หรือข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถทำให้เราทราบและพยากรณ์ได้ว่า
กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดใดที่จะใช้สินค้าของเรา หรือทำนายผลตอบสนองหลังเปิดตัวสินค้าใหม่ได้
แต่ก่อนที่จะมีการนำข้อมูลมาใช้ แน่นอนว่าข้อมูลขนาดใหญ่ที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นข้อมูลดิบ ด้วยเหตุนี้ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Tools) จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ดังนั้นบทความในวันนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 10 เครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจัดการ Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการกันค่ะ